ยึดตามกระแสพระราชดำรัสฯ เมื่อปี 2549 ชูการใช้สุจริตธรรม พร้อมหารือกับองค์กรรับผิดชอบตรวจสอบการทำงาน คาดอีก 2 สัปดาห์มีข้อมูลมาแจง เมื่อวันที่ 16 ธ.ค. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ “นายกฯตอบคำถาม”ประจำวันที่ 13 ธ.ค.2552 ผ่านเว็บไซต์นายกรัฐมนตรีไทย www.pm.go.th ในประเด็นคำถามที่ประชาชนที่ให้คะแนนมากที่สุด คือ รณรงค์เก่งต้องไม่โกง ว่า ในส่วนของการต่อต้านการทุจริตคอรัปชั่นและการสร้างค่านิยม รัฐบาลได้มีการดำเนินการใน 2 ส่วน ของรัฐบาลได้ดำเนินการสร้างค่านิยมประจำชาติ โดยยึดตามกระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานเมื่อปี 2549 หากใครได้รับชมงานจุดเทียนชัยถวายพระพร และเมื่อวันที่ 5 ธันวาคมที่ผ่านมา ก็ได้มีการปฏิญาณตนนี้ถือเป็นตัวอย่างในแง่ของสุจริตธรรม
นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกันรัฐบาลยังได้มีการหารือกับหน่วยงานที่มีหน้าที่ตรวจสอบการทุจริต คอรัปชั่นทั้งหมด ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) หรือ ที่ควรมีการจัดประชุมผู้นำองค์กร ทั้งในส่วนองค์กรอิสระ ฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ มาพูดคุยปัญหากัน คาดว่าอีก 2 สัปดาห์จะมีการนำเอาข้อมูลที่ได้รับการร้องเรียนเกี่ยวกับการทุจริต คอรัปชั่นมาชี้แจงว่า ปัญหาในเรื่องนี้เป็นอย่างไร มีมากน้อยขนาดไหน และรัฐบาลจะได้มีการปรับแนวทางในการทำงาน เพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างไรด้วย
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อถึงมาตรการการช่วยเหลือทางการเกษตร จากคำถามที่ส่งมา ระบุว่ารัฐบาลไม่ควรทำแค่การรับจำนำ หรือในแง่โครงสร้างพื้นฐาน เพื่อจัดเก็บผลผลิต หรือการจัดหาสินเชื่อให้กู้ยืมระหว่างรอการจำนำ ว่า ขอชี้แจงว่าในรัฐบาลชุดนี้การจำนำผลิตผลทางการเกษตรได้ถูกยกเลิกไปแล้ว รัฐบาลชุดนี้ได้มีการเปลี่ยนวิธีช่วยเหลือเกษตรใหม่ เป็นการประกันรายได้เกษตรกรแทน เพื่อแก้ปัญหาการรับซื้อจำนำพืชผลทางการเกษตรจำนวนมากๆ แล้วไปเก็บอยู่ในสต็อกของรัฐบาลจนนำไปสู่ปัญหาการทุจริต ขายยากต้นทุนสูง อีกทั้งยังไปตัดราคาแทรกแซงตลาด ทำลายความสามารถในการแข่งขันของสินค้า
นายกรัฐมนตรี กล่าวต่ออีกว่า ขณะนี้ รัฐบาลกำลังทะยอยจัดการของเก่าที่เคยรับจำนำเข้ามา โดยข้าวโพด มันสำปะหลังไม่น่ามีปัญหาแล้ว อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอที่ส่งเข้ามา ได้แก่ โรงสีชุมชน รถเกี่ยวข้าว เงินลงทุนต่างๆ ก็เป็นส่วนหนึ่งนโยบายไทยเข้มแข็งอยู่แล้ว ส่วนตัวเชื่อว่าการเปลี่ยนจากการจำนำผลผลิตทางการเกษตร เป็นการประกันรายได้เกษตรกร ทำให้กลไกตลาด และบทบาทของโรงสีกลับมาเป็นปกติ จากเดิมที่ทุกคนมือแต่การจำนำผลผลิตทางการเกษตรอย่างเดียว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวตอบข้อถามเกี่ยวกับการกระจายอำนาจและโอกาสไปยังต่างจังหวัดว่า เรื่องนี้จะเห็นได้ว่ารัฐบาลได้ดำเนินการ ไปในหลายระดับ อาทิ องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) หรือองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) และเทศบาล อย่างต่อเนื่อง ล้วนแล้วแต่มีอำนาจบริหารงานเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะบริการสาธารณะในท้องถิ่นต่างๆ ที่รัฐบาลมีการสนับสนุนด้านการเงิน และมีเงินรายได้เงินภาษีเพียงพอให้บริการ ขณะเดียวกันการกระจายความเจริญก็เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายไทยเข้มแข็ง
นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า รัฐบาลมุ่งไปที่การพัฒนาระบบคมนาคม และโครงสร้างพื้นฐานให้มีความสะดวก จะเป็นแรงจูงใจให้เอกชนเข้าไปลงทุน รวมถึงสิทธิประโยชน์ทางการลงทุน บีโอไอที่ให้การเว้นภาษีในผู้ลงทุนในที่ที่ห่างไกล มากกว่าผู้ที่ลงทุนใกล้กรุงเทพฯ ทั้งหมดนี้เป็นการกระจายความเจริญไปสู่ต่างจังหวัด เพราะขณะนี้ความกระจุกตัวเป็นปัญหา คนในต่างจังหวัดอยากเห็นการพัฒนาของท้องถิ่น เช่นเดียวกับคนกรุงเทพมหานคร ที่ต้องรับปัญหาการกระจุกตัว มลพิษ และการจราจรที่แออัดอยู่ในเมือง
ข่าวการเมือง