ข่าวเศรษฐกิจ Archive

ดาวโจนส์ปิดบวก หนุนนำ้มัน พุ่งขึ้น 82 เซนต์

ดาวโจนส์ปิดบวก หนุนนำ้มัน พุ่งขึ้น 82 เซนต์

นักลงทุนเชื่อเศรษฐกิจสหรัฐฯเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัว ส่งผลให้ปิดตลาด หุ้นดาวโจนส์ปิดบวก 9,789.36 จุด พุ่งขึ้น 124.17 จุด

สำนัก ข่างต่างประเทศรายงานว่า ปิดการซื้อขายตลาดหุ้นสหรัฐฯวันที่ 28 ก.ย.2552 ดัชนีพุ่งขึ้นจากข่าวควบรวมกิจการ ทั้ง แอบบอต แลบอราทอรีส์ ที่เตรียมซื้อกิจการธุรกิจเวชภัณฑ์ของบริษัทในเบลเยียม ด้วยมูลค่า 6,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และ ซีร็อกซ์ คอร์ป ที่เตรียมเข้าซื้อกิจการของ เอซีเอส ด้วยมูลค่า 6,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ขณะ ที่เงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลง ช่วยให้ราคาน้ำมันดิบตลาดไนเม็กซ์ พุ่งขึ้น 82 เซนต์ ไปปิดที่ระดับ 66.84 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ทำให้หลังปิดตลาด ดัชนีหุ้นดาวโจนส์ ปิดที่ระดับ 9,789.36 จุด พุ่งขึ้น 124.17 จุด แนสแดค ปิดที่ระดับ 2,130.74 จุด เพิ่มขึ้น 39.82 จุด และเอสแอนด์พี ปิดที่ระดับ 1,062.98 จุด เพิ่มขึ้น 18.60 จุด

ข่าวเศรษฐกิจ

รถไฟงัดลูกไม้เก่าหยุดเดินรถอีก

รถไฟงัดลูกไม้เก่าหยุดเดินรถอีก

ขู่ประท้วงจะหยุดให้บริการเดินรถไฟในวันที่ 3 ต.ค.นี้ เนื่องจากไม่พอใจเรื่องการจัดตั้งบริษัทลูกที่จะเข้ามาบริหารโครงการ แอร์พอร์ตเรลลิงค์นายยุทธนา ทัพเจริญ ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่าสมาชิกสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ รฟท.ในพื้นที่จังหวัดภาคใต้ ขู่ประท้วงจะหยุดให้บริการเดินรถไฟในวันที่ 3 ต.ค.นี้ เนื่องจากไม่พอใจเรื่องการจัดตั้งบริษัทลูกที่จะเข้ามาบริหารโครงการ แอร์พอร์ตเรลลิงค์ว่า ต้องขอวิงวอนเพื่อนพนักงานที่จะไม่ดำเนินการใดๆที่จะส่งผลกระทบต่อการให้ บริการประชาชน แต่ในส่วนของ รฟท.มีแผนรับมือกับสถานการณ์หากมีการหยุดเดินรถดังเช่นที่เคยเกิดขึ้น แต่รายละเอียดไม่สามารถเปิดเผยได้ แต่ได้เตรียมกำลังเจ้าหน้าที่และขบวนรถที่จะเข้ามาชดเชยในช่วงที่มีการหยุด เดินรถไว้แล้ว

“หากพนักงานจะหยุดเดินรถคงไปห้ามเขาไม่ได้ แต่ รฟท.ยืนยันว่ามีมาตรการรับมือกับเรื่องนี้ไว้แล้ว เพราะสหภาพเขาแสดงความไม่พอใจเรื่องการตั้งบริษัทลูกทั้งที่ขณะนี้ยังไม่ได้ ตัดสินใจ และผมก็ไม่เคยบอกว่าจัดตั้งบริษัท แต่เป็นเรื่องนโยบายที่จะต้องตัดสินใจ แต่ผมมีหน้าที่เตรียมดำเนินการทุกอย่างให้พร้อมที่สุดที่จะเปิดเดินรถไฟ แอร์พอร์ตลิงค์ให้ได้เท่านั้น” นายยุทธนากล่าว

ขณะเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายประจักษ์ แกล้วกล้าหาญ รมช.คมนาคม เป็นประธานในพิธีลงนามในสัญญาระหว่างการรถไฟกับ Mr Hans Albert Overkampf รองประธานบริหารและผู้อำนวยการ ภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, อินเดีย และออสเตรเลีย บริษัท DB International GmbH เป็นที่ปรึกษา เพื่อดำเนินการฝึกอบรมพนักงานและวางระบบการเดินรถไฟฟ้าให้กับโครงการ แอร์พอร์ตลิงค์ วงเงินว่าจ้าง 85 ล้านบาท ระยะเวลา 9 เดือน ตั้งแต่เดือน ก.ย.52 เป็นต้นไป โดยนายยุทธนากล่าวว่า บริษัทดังกล่าวจะเข้ามาจัดทำแผนการเดินรถและจัดทำคู่มือปฏิบัติงานด้านความ ปลอดภัย แผนการทดสอบการเดินรถ ฝึกอบรมพนักงาน รวมทั้งการให้ความช่วยเหลือในระหว่างการทดสอบการเดินรถ เพื่อให้พนักงานรถไฟสามารถปฏิบัติงานได้ด้วยความชำนาญก่อนเปิดให้บริการเดิน รถในวันที่ 5 ธ.ค.นี้.

ข่าวเศรษฐกิจ

ปิยสวัสดิ์ ชี้สัญญาณอันตราย วิกฤติไฟฟ้าไทยส่อล่มซํ้าซาก

ปิยสวัสดิ์ ชี้สัญญาณอันตราย วิกฤติไฟฟ้าไทยส่อล่มซํ้าซาก

“ปิยสวัสดิ์” เซ็งรัฐไม่หนุนแผนพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ทำให้ล่าช้ากว่าแผนไปแล้วร่วมปี ชี้จุดอันตรายระบบผลิตไฟฟ้าพึ่งพิงก๊าซมากไป ต้องกระจายความเสี่ยง หากโรงไฟฟ้าถ่านหินนิวเคลียร์ไม่เกิด เท่ากับประชาชนยอมรับค่าไฟที่มีราคาแพงใน 1-2 ปีข้างหน้า

นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ที่ปรึกษามูลนิธิพลังงานเพื่อสิ่งแวดล้อม และอดีต รมว.พลังงาน เปิดเผยกรณีปัญหาระบบส่งก๊าซธรรมชาติเพื่อผลิตไฟฟ้าเกิดขัดข้องในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมาอย่างต่อเนื่องว่า เป็นเรื่องของการวางแผนและบริหารจัดการ ที่ผ่านมามีความพยายามที่จะวางนโยบายกระจาย ความเสี่ยงด้านเชื้อเพลิงการผลิตไฟฟ้าด้วยการใช้ ถ่านหินและนิวเคลียร์เข้ามาเสริมความมั่นคง เพราะระบบท่อก๊าซของไทยมีข้อจำกัด แหล่งผลิตมีน้อยและยังต้องพึ่งพิงการใช้ก๊าซสูงถึง 70% ในการผลิตไฟ แต่ประชาชนกลับต่อต้านไม่ยอมรับพลังงานทางเลือก อื่นๆ หากเป็นเช่นนี้ประชาชนคนไทยก็ต้องยอมรับ ค่าไฟฟ้าที่จะสูงขึ้นอีกใน 1-2 ปีข้างหน้านี้ เพราะประเทศไทยเริ่มต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (แอล-เอ็นจี) เข้ามาเสริมการใช้ก๊าซในประเทศแล้ว

“แอลเอ็นจีมีราคา แพงมากหลายเท่าตัวเมื่อเทียบกับก๊าซในอ่าวไทย ก็ต้องนำมาบวกกับต้นทุนก๊าซเดิม แน่นอนว่าราคาค่าไฟจะต้องสูงขึ้น แต่ก็ยังดีกว่าการเดินเครื่องด้วยดีเซลและน้ำมันเตา แต่ การพึ่งพิงระบบก๊าซ การวางแผนผลิต ก็จะต้องสำรองเครื่องที่เดินด้วยดีเซลและน้ำมันเตา ที่ผ่านมาก็วางแผน ไว้แล้ว ทั้งโรงไฟฟ้าราชบุรีที่เป็นพลังความร้อน 1,400 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าบางปะกงและพระนครใต้ ซึ่งการ ลงทุนโรงไฟฟ้าเหล่านี้มีต้นทุนที่สูงกว่า แต่ก็จำเป็นต้องมีไว้ดูแลความเสี่ยงจากระบบท่อก๊าซ ที่ท้ายสุด ก็หนีไม่พ้นหากเกิดเหตุฉุกเฉิน” นายปิยสวัสดิ์กล่าว

ทั้งนี้ เห็นว่ารัฐบาลปัจจุบันควรจะต้องหันมา พิจารณาและผลักดันการผลิตไฟจากพลังงานอื่นๆ โดยเฉพาะถ่านหินของ กฟผ.ที่ควรจะเกิดขึ้นให้ได้ ตามแผน รวมไปถึงโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ไม่ควรจะให้ หลุดออกจากแผนพัฒนาการผลิตไฟฟ้า หรือพีดีพีฉบับใหม่ที่กำลังปรับปรุง ซึ่งล่าสุดการเตรียมความพร้อมโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ทั้งสถานที่ตั้ง กฎระเบียบ กำลังคน มีความล่าช้าไปจากแผนแล้ว 1 ปีเต็ม หากถ่านหินและนิวเคลียร์เกิดไม่ได้เพราะถูกต่อต้านหรือรัฐบาลไม่สนับสนุน ก็เท่ากับประชาชนยอมรับที่จะใช้ค่าไฟฟ้าแพง ซึ่งไม่สามารถจะไปโทษใครได้

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพลังงานถึงกรณีที่เกิดปัญหาระบบท่อก๊าซธรรมชาติ หยุดจ่ายชั่วคราวในปีนี้รวม 2 ครั้ง โดยครั้งแรกช่วง 9-19 สิงหาคม 52 คิดเป็นมูลค่าที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) แบกรับระหว่างวันที่ 12-14 ก.ย. 2552 เป็นมูลค่าประมาณ 400 กว่าล้านบาท ครั้งที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 9-19 สิงหาคม 52 คาดว่าจะอยู่ช่วงประมาณ 100 กว่า ล้านบาท ซึ่งค่าใช้จ่ายดังกล่าว เบื้องต้นนโยบายกระทรวงพลังงานระบุชัดเจนว่า กรณีการระบายน้ำในเขื่อนเป็นความผิดพลาดของ กฟผ.ในการบริหารจัดการส่วนที่เหลือมอบให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (เรกูเลเตอร์) ไปพิจารณาว่าใครควรรับผิดชอบ

“เบื้องต้นกรณีการปล่อย น้ำลงท้ายเขื่อนทำให้ประชาชนเดือดร้อน ค่าใช้จ่ายส่วนนี้ กฟผ.ต้องรับผิดชอบ ส่วนกรณีปัญหาที่เกิดจากการส่งก๊าซ ยอมรับว่าขณะนี้การสอบสวนนั้นยังไม่เป็นข้อยุติ เพราะสัญญาการซื้อขายก๊าซมีช่องโหว่เรื่องของเหตุสุดวิสัย โอกาสหาผู้รับผิดชอบค่อนข้างยาก เพราะเกิดจากเหตุสุดวิสัยเช่นกัน โดยมีความเป็นไปได้สูงที่ ปตท.จะไม่ต้องเข้ามารับภาระแต่อย่างใด ซึ่งคงต้องวัดใจทางหน่วยงานที่รับผิดชอบในเรื่องนี้ว่าจะชี้ขาดอย่างไรแน่”

ข่าวเศรษฐกิจ

พาณิชย์ กลับลำไม่ขาดแคลน เบรก ห้ามขึ้นราคาสินค้าทุกชนิด

พาณิชย์ กลับลำไม่ขาดแคลน เบรก ห้ามขึ้นราคาสินค้าทุกชนิด

ช่วยลดภาระค่าครองชีพคนจน “พรทิวา” ห้ามทุกสินค้าขอปรับราคาจนถึงสิ้นปีนี้ ผู้ค้าแบตเตอรี่ไม่กลัวน้ำร้อน เตรียมขึ้นราคา 15% “ยรรยง” กลับลำน้ำตาลไม่ขาดแคลนแล้ว ด้าน กอน.ออก 4 มาตรการเชือดหากใครทำน้ำตาลขาดอีก นางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์จะไม่มีการพิจารณาให้สินค้าทุกรายการปรับขึ้นราคาจนถึงสิ้นปี นี้ เนื่องจากช่วงที่ผ่านมา ต้นทุนการผลิตไม่มีการผันแปรมากนัก จึงไม่มีเหตุผลอันควรในการขอปรับราคาสินค้า โดยสินค้าใดที่ต้องการขอปรับราคาจะเริ่มพิจารณาให้ตั้งแต่ต้นปีหน้าเป็นต้น ไป เพื่อเป็นการช่วยเหลือด้านค่าครองชีพให้กับประชาชน อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ราคาน้ำมันเริ่มปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นมีแนวโน้มว่า ผู้ประกอบการหลายๆ รายเริ่มที่จะใช้ เป็นเหตุผลในการขอปรับขึ้นราคาสินค้า และเริ่มมีการส่งรายละเอียดให้กรมการค้าภายในพิจารณาแล้ว

ผู้สื่อ ข่าวรายงานจากผู้ประกอบการร้านค้าปลีกแบตเตอรี่รถยนต์ว่า ได้รับแจ้งจากผู้ผลิตและตัวแทนจำหน่ายแบตเตอรี่รถยนต์หลายรายว่า จะมีการปรับขึ้นราคาจำหน่ายแบตเตอรี่รถยนต์ในเดือน ต.ค.นี้ อีกประมาณ 15% จากราคาปัจจุบัน เนื่องจากต้นทุนการผลิตสูงขึ้น โดยเฉพาะตะกั่ว ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตแบตเตอรี่รถยนต์มีการปรับราคาขึ้นสูงมาก โดยเป็นการปรับราคาแบตเตอรี่รถยนต์ครั้งแรกในรอบ 2 ปี โดยก่อนหน้านี้ ช่วงต้นปี 2552 กรมการค้าภายในได้ขอความร่วมมือให้ผู้ผลิตแบตเตอรี่ปรับลดราคามาแล้ว 5-10% โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ.ที่ผ่านมา หลังจากต้นทุนการผลิตและราคาน้ำมันลดลง แต่ในขณะนี้เมื่อเศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัว ทำให้ปริมาณการใช้น้ำมันและวัตถุดิบเพิ่มขึ้น ส่งผลให้วัตถุดิบหลายรายการที่เกี่ยวเนื่องกับราคาน้ำมันปรับเพิ่มตาม ทำให้ผู้ผลิตแบตเตอรี่จะขอปรับราคาอีกครั้ง

ทั้งนี้ นายยรรยง พวงราช อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า ยังไม่ได้รับแจ้งเรื่องการขอขึ้นราคาแบตเตอรี่รถยนต์จากผู้ผลิตจึงยังไม่น่า จะมีการปรับขึ้นราคาในเร็วๆ นี้ เพราะเป็นหนึ่งในบัญชีสินค้าที่ต้องติดตามดูแล หากจะมีการปรับขึ้นราคาจะต้องยื่นสาเหตุของการขึ้นราคาให้กรมฯรับทราบก่อน อย่างไรก็ตาม จากการหารือกับผู้ผลิตแบตเตอรี่ที่มีเจ้าของเป็นคนไทยได้รับการยืนยันว่า จะไม่มีการปรับราคาขายปลีกในเร็วๆ นี้ และราคาที่ขายอยู่ในปัจจุบันก็มีราคาขายต่ำกว่าแบตเตอรี่นำเข้าอยู่มาก จึงถือเป็นทางเลือกของประชาชน ที่หากพบว่าแบตเตอรี่มีราคาแพง ก็สามารถหันมาเลือกซื้อสินค้าของคนไทย ที่ปัจจุบันมีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับทั่วโลกได้

นายยรรยงกล่าวอีกว่า สำหรับปัญหาน้ำตาลทราย ยืนยันว่า ไม่มีการขาดแคลน เพราะน้ำตาลทรายที่บริโภคในประเทศ (โควตา ก) ขณะนี้คงเหลือปริมาณ 5.7 ล้านกระสอบ เพียงพอที่จะใช้ไปจนถึงสิ้นปี แต่สิ่งที่กรมฯจะดำเนินการก็คือ การป้องกันปัญหาการระบายน้ำตาลทรายจากโรงงานผู้ผลิตถึงผู้ค้าส่ง (ยี่ปั๊ว) ว่า ได้รับน้อยลงตามที่มีการร้องเรียนหรือไม่ โดยจะตรวจสอบย้อนหลัง 2-3 เดือน ซึ่งพอจะทำให้เห็นภาพได้ว่าเกิดอะไรขึ้น ถึงทำให้ น้ำตาลทรายมีปัญหาตึงตัวเกิดขึ้น ขณะเดียวกัน จะเข้าไปดูแลราคาจำหน่ายให้เป็นไปตามเพดานที่กำหนด กก.ละ 23.50 บาท ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ส่วนในพื้นที่จังหวัดอื่นๆ ให้พิจารณากำหนดราคาแนะนำตามสัดส่วนที่เหมาะสม

ด้านนายประเสริฐ ตปนียางกูร เลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) เปิดเผยหลังการประชุมคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (กอน.) ว่า กอน.ได้มีมติมาตรการเตรียมรองรับกรณี หากเกิดปัญหาน้ำตาลทรายบริโภคในประเทศ (โควตา ก) ขาดแคลนเพื่อสร้างความมั่นใจ แม้ว่าขณะนี้ปริมาณน้ำตาลทราย ณ วันที่ 14 ก.ย. จะมีน้ำตาลที่ยังไม่ขึ้นงวดและค้างกระดานรวมสูงถึง 4.99 ล้านกระสอบ ซึ่งเพียงพอต่อความต้องการจนถึงฤดูเปิดหีบใหม่ช่วงปลาย พ.ย.-ธ.ค.นี้ ส่วนกรณีที่สัปดาห์ที่ผ่านมามีการขึ้นงวดน้ำตาลทราย 440,000 กระสอบ จากปกติเฉลี่ยจะอยู่ที่งวดละ 360,000 กระสอบนั้น ยอมรับว่าผิดปกติ แต่จากการตรวจสอบมีการซื้อมากขึ้น และจากกรณีข่าวว่าจะขาดแคลน

ทั้งนี้ มาตรการมีตั้งแต่ระดับอ่อนสุดไปจนถึงเข้มงวดสุด 4 มาตรการคือ

1. การขอความร่วมมือผู้ค้าน้ำตาลทรายเร่งขนย้ายน้ำตาลทรายออกจากโรงงานและโกดัง เพื่อให้การจำหน่ายต่อเนื่อง

2. ให้โรงงานนำน้ำตาลงวดสุดท้ายคืองวดที่ 52 นำขึ้นมาจำหน่ายให้เร็วขึ้น ซึ่งจะเพิ่มประมาณน้ำตาลแต่ละงวดที่กำหนดไว้เพิ่มขึ้นเป็น 1 ล้านกว่ากระสอบ

3. หากสถานการณ์ยังไม่ดีอีก สอน.ก็จะเข้มงวดการต่ออายุใบอนุญาตการขนย้ายน้ำตาลทราย ซึ่งปกติจะให้ทุก 15 วัน หากพบการกระทำส่อไปในทางกักตุน หรือไม่ยอมปล่อยน้ำตาลออกมาจริง ก็จะไม่ต่ออายุใบอนุญาต และ

4. มาตรการเด็ดขาดควบคุมการส่งออกน้ำตาลทรายขาว (โควตา ค) ด้วยการชะลอการส่งออกซึ่งขณะนี้รอส่งมอบอยู่ประมาณ 10 ล้านกระสอบ รวมกับน้ำตาลที่มีอยู่ในประเทศก็จะมีสูงกว่า 15 ล้านกระสอบ

ข่าวเศรษฐกิจ

“ษา” ประกาศไม่ขึ้นดอกเบี้ย ธปท.ออกแรงช่วย “มาร์ค” ฟื้นเศรษฐกิจ

“ษา” ประกาศไม่ขึ้นดอกเบี้ย ธปท.ออกแรงช่วย “มาร์ค” ฟื้นเศรษฐกิจ

ผู้ว่าแบงก์ชาติยัน กนง.ไม่มีความจำเป็น ปรับขึ้นดอกเบี้ย นโยบาย เพื่อประคองเศรษฐกิจ ที่แนวโน้มการฟื้นตัว ยังคงเปราะบาง ความเสี่ยงที่ ต้องระวัง คือ การเร่งการใช้จ่าย และการลงทุนในโครงการต่างๆ  นางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวเปิดงานสัมมนาวิชาการประจำปี 2552 ของ ธปท.ให้หัวข้อ “รับมือวิกฤติเศรษฐกิจโลก มองอนาคตเศรษฐกิจไทย” ว่า มาตรการทางการเงิน และการคลังของทั่วโลก ทำให้เศรษฐกิจโลกเห็นสัญญาณการทรงตัว และในประเทศไทยตัวเลขที่ดิ่งลงอย่างรุนแรงได้ปรับตัวดีขึ้น แต่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกยังคงเปราะบาง

“โดยความ เสี่ยงที่ต้องระวังเพื่อให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยเกิดขึ้นต่อเนื่อง คือ การเร่งการใช้จ่าย และการลงทุนในโครงการต่างๆของรัฐบาล ที่เป็นเครื่องมือหลักในการสร้างการขยายตัวของเศรษฐกิจในขณะนี้ จะต้องมีการบริหารจัดการให้ลงทุนได้ตามเวลาที่กำหนด เพื่อดึงดูดการลงทุนภาคเอกชนที่ให้ปรับตัวดีขึ้น ต่อเนื่องไปถึงเสถียรภาพทางการเมือง และการรับมือต่อการชุมนุมกรณีต่างๆ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่กำหนดว่า รัฐบาลจะดำเนินมาตรการในการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไปได้หรือไม่ อย่างไร”

ผู้ ว่าการ ธปท. กล่าวต่อถึงการดำเนินนโยบายการเงินในช่วงต่อไป เพื่อประคองเศรษฐกิจที่ยังเปราะบางว่า เมื่อพิจารณาจากสภาพคล่องของระบบการเงิน และอัตราเงินเฟ้อที่ยังไม่มีแนวโน้มที่จะปรับตัวสูงขึ้นคณะกรรมการนโยบายการ เงิน (กนง.) คงยังไม่มีความจำเป็นในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในเร็วๆนี้ แม้ธนาคารกลางต่างประเทศมีแนวคิดจะปรับขึ้นบ้างแล้ว โดยอัตราดอกเบี้ยต่ำจะเอื้อต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจในระยะต่อไป ขณะเดียวกัน ธปท.ยังคงดูแลค่าเงินบาทอย่างต่อเนื่องให้แข่งขันได้ และในส่วนของการกำกับดูแลสถาบันการเงินยังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องออก มาตรการเข้มงวดเพิ่มอีก แต่ในส่วนที่จะผ่อนคลายเกณฑ์การปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ ธปท.ยังไม่เห็นกฎเกณฑ์ใดเป็นอุปสรรคในขณะนี้เช่นกัน

ข่าวเศรษฐกิจ

ชิงดำประธาน ส.อ.ท.จ่อระอุแดด! กลุ่มอุตฯไฟฟ้าเปิดตัวซีอีโอท้ารบ

ชิงดำประธาน ส.อ.ท.จ่อระอุแดด! กลุ่มอุตฯไฟฟ้าเปิดตัวซีอีโอท้ารบ

กลุ่มอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ส.อ.ท. นัดประชุมในวันที่ 16 ก.ย. เพื่อหารือเกี่ยวกับการคัดเลือกประธาน ส.อ.ท. วาระปี 2553-55 และจะแถลงเปิดตัวผู้แทนกลุ่มโดยสนับสนุน “สุรพร สิมะกุลธร” นายขัติยา ไกรกาญจน์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า กลุ่มอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ส.อ.ท. จะจัดประชุมในวันที่ 16 ก.ย.นี้ เพื่อหารือเกี่ยวกับการคัดเลือกประธาน ส.อ.ท. วาระปี 2553-55 และจะแถลงเปิดตัวผู้แทนกลุ่มลงสมัครหลังการประชุม ซึ่งในเบื้องต้น กลุ่มอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์สนับสนุนนายสุรพร สิมะกุลธร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทกุลธรเคอร์บี้ จำกัด (มหาชน) และประธานกิตติมศักดิ์ของกลุ่ม เป็นประธาน ส.อ.ท. ที่จะมีขึ้นในเดือน มี.ค.53

ทั้งนี้ ปัจจุบันกลุ่มอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์มีสมาชิก 200 บริษัท ต้องการสนับสนุนผู้ที่เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของบริษัทขึ้นมาเป็นประธาน ส.อ.ท. และเห็นว่านายสุรพรมีความอาวุโส มีฐานะทางบริษัทและสังคมเป็นที่ยอมรับของภาคอุตสาหกรรม โดยขณะนี้มีเวลาประมาณ 6 เดือนในการหาเสียง จึงคาดว่าเพียงพอที่จะหาเสียงกับกลุ่มอุตสาหกรรมและสภาอุตสาหกรรมจังหวัด ต่างๆ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้มีผู้สนใจลงสมัครประธาน ส.อ.ท. 3 กลุ่มคือ 1.นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล รองประธาน ส.อ.ท.และกรรมการรองผู้จัดการบริษัทสยามยูไนเต็ด สตีล จำกัด มีนายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธาน ส.อ.ท. เป็นผู้ผลักดัน 2.นายอดิศักดิ์ โรหิตะศุน รองประธาน ส.อ.ท. และรองประธานกรรมการบริหารอาวุโส บริษัทเอเชี่ยนฮอนด้ามอเตอร์ จำกัด มีนางมนูญศรี โชติเทวัญ รองประธาน ส.อ.ท.และประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัทสห-ฟาร์ม จำกัด เป็นผู้ผลักดัน และ 3.นายสุรพร สิมะกุลธร ประธานกิตติมศักดิ์กลุ่มอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ส.อ.ท. ที่ประกาศตัวลงสมัครล่าสุด หากกลุ่มนายอดิศักดิ์และนายสุรพรรวมกันได้ จะส่งผลต่อคะแนนเสียงของนายพยุงศักดิ์

ข่าวเศรษฐกิจ

สก๊อตสบช่องขายผ่านโรงหนัง ทุ่ม 100 ล้านบาท หาลูกค้าใหม่

สก๊อตสบช่องขายผ่านโรงหนัง ทุ่ม 100 ล้านบาท หาลูกค้าใหม่

เครื่องดื่มบำรุงสุขภาพ แบรนด์ “สก๊อต” เพิ่มงบ กว่า 100 ล้านบาท ทำตลาดร่วมกับโรงภาพยนตร์ในเครือเมเจอร์ซีนีเพล็กซ์ ขยายช่องทางจัดจำหน่ายเครื่องดื่มสก๊อตผ่านจุดจำหน่ายเครื่องดื่มและขนมขบ เคี้ยวในโรงภาพยนตร์ นายสมโภช ชวาลเวชกุล กรรมการผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัทสก๊อต อินดัสเตรียล (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องดื่มบำรุงสุขภาพแบรนด์ “สก๊อต” เปิดเผยว่า ในช่วง 1-2 ปีนี้ บริษัทเพิ่มงบกว่า 100 ล้านบาท ทำตลาดร่วมกับโรงภาพยนตร์ในเครือเมเจอร์ซีนีเพล็กซ์ กรุ๊ป ทั้งในด้านของการขยายช่องทางจัดจำหน่ายเครื่องดื่มสก๊อตผ่านจุดจำหน่าย เครื่องดื่มและขนมขบเคี้ยวในโรงภาพยนตร์ในเครือเมเจอร์ซีนีเพล็กซ์ กรุ๊ป 70 จุด จากจำนวนสาขาของโรงภาพยนตร์ในเครือ ที่ปัจจุบันเปิดให้บริการอยู่ 46 สาขาทั่วประเทศ

“งบประมาณที่ใช้เป็นการเพิ่มงบการตลาด จากเดิมที่ทั้งปีใช้ประมาณ 330 ล้านบาท เนื่องจากโรงภาพยนตร์เป็นช่องทางขายที่มีศักยภาพและมีฐานลูกค้าเดียวกัน ขณะเดียวกันมีฐานลูกค้ากลุ่มใหม่คือ กลุ่มวัยรุ่น คนรุ่นใหม่ และวัยเริ่มทำงาน ที่บริษัทต้องการเจาะเข้าไปด้วย จึงร่วมทำกิจกรรมการตลาดร่วมกัน เพื่อสร้างการรับรู้ของแบรนด์ในกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย และกระตุ้นยอดขาย”

นอก จากนี้ บริษัทยังนำภาพยนตร์โฆษณาความยาว 45-60 วินาทีเข้าฉายในโรงภาพยนตร์เครือเมเจอร์ซีนีเพล็กซ์ กรุ๊ป ทุกเรื่อง ทุกรอบ และทุกโรงด้วย ทั้งนี้ บริษัทมีแผนทำตลาดร่วมกันกับโรงภาพยนตร์ในเครือเมเจอร์ซีนีเพล็กซ์ กรุ๊ป เป็นระยะยาวต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 10 ปี ซึ่งขณะนี้กำลังพัฒนาสินค้าใหม่เข้ามาทำตลาด คาดว่าจะเปิดตัวสินค้าเข้ามาทำตลาดในต้นปีหน้า สำหรับปีนี้ตั้งเป้ายอดรายได้รวมทะลุ 1,600-1,700 ล้านบาท เติบโต 20%

ข่าวเศรษฐกิจ

Page 5 of 512345