ข่าวนวัตกรรม Archive

อาหารอุดมเส้นใย ขุมทรัพย์บำรุง สุขภาพ

อาหารอุดมเส้นใย ขุมทรัพย์บำรุง สุขภาพ

นักโภชนาการแนะเคล็ดลับการรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ ช่วยให้ระบบขับถ่ายดี ห่างไกลโรค   นิตย สารเฮลธ์ แม็กกาซีน จัดทำโดยโรงพยาบาลเวชธานี นำเสนอบทความเรื่อง “กินอย่างไรให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น” เขียนโดยเพชรดาว ทัศนศร นักโภชนาการ มีเนื้อหาระบุว่า “ปัญหาท้องผูก” นอกจากจะทำให้รู้สึกอึดอัดและไม่สบายท้องแล้ว หากปล่อยให้เรื้อรังอาจส่งผลกระทบที่รุนแรงต่อร่างกายได้

เช่น มะเร็งลำไส้ใหญ่ ริดสีดวงทวารหนัก หรือเกิดการติดเชื้อในลำไส้ เป็นต้น

การเลือกรับประทานอาหารที่มี “เส้นใยอาหาร” สูงในแต่ละวัน เป็นวิธีการหนึ่งที่จะช่วยให้ระบบขับถ่ายของเราเป็นปกติได้

“เส้น ใยอาหาร” (Fiber) เป็นอาหารที่อยู่ในหมู่คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน แต่ไม่ได้ให้พลังงานใดๆ แก่ร่างกาย เพราะไม่สามารถเปลี่ยนเป็นกลูโคสได้

โดยทั่วไปจะแบ่งเส้นใยออกเป็น 2 ชนิด คือ

1. เส้นใยที่ไม่ละลายน้ำ พบในผัก ธัญพืช เส้นใยชนิดนี้ถือว่าเป็นยาระบายอย่างดีตามธรรมชาติ

เพราะ จะดูดซับน้ำไว้เร่งให้ผนังลำไส้บีบตัวและคลายตัว ทำให้กากอาหารผ่านลำไส้อีกทั้งยังทำให้อุจจาระอ่อนนุ่ม ลดการเกิดริดสีดวงทวารหนัก

2. เส้นใยที่ละลายน้ำ พบในผลไม้ที่มีสารเพ็กติน เช่น แอปเปิ้ล สตรอว์เบอร์รี่ ข้าวโอ๊ต

สํา หรับปริมาณที่ควรรับประทานในหนึ่งวัน เพื่อให้ได้เส้นใยที่เพียงพอในหนึ่งมื้ออาหาร ควรมีผักสุก 1 ทัพพี ผลไม้ประมาณ 8-10 ชิ้นพอดีคำหรือถ้าเป็นผล เช่น ส้มเขียวหวาน 1 ผลเล็ก

ส่วนแหล่งของอาหารที่มีเส้นใยสูงที่เราสามารถเลือกหามารับประทานได้ง่ายๆ ได้แก่

- ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ เพราะยังมีส่วนที่เป็นรำข้าวอยู่ จะมีใยอาหารช่วยให้อาหารที่อยู่ในทางเดินอาหารเคลื่อนไหวได้เร็วขึ้น ช่วยอุ้มน้ำ และทำให้อุจจาระมีน้ำหนักมากขึ้น

- แอปเปิ้ล ผลไม้ที่รับประทานได้ทั้งเปลือก จะมีเซลลูโลสที่ช่วยให้อุจจาระพองตัวป้องกันโรคท้องผูกได้

- ผลไม้ตระกูลส้ม แครอต มะเขือเทศ ผักประเภทใบทุกชนิด ธัญพืช (ลูกเดือย ถั่วแดง ถั่วเขียว) เป็นต้น

- ขนมปังโฮลวีต ผลิตภัณฑ์จากข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ

นอกจากนั้น ยังควรดื่มน้ำให้เพียงพอต่อร่างกายอย่างน้อยวันละ 8 แก้วอีกด้วย

ข่าวนวัตกรรม

ภาวะโลกร้อน ส่งผล เอลนิญโญ เกิดถี่-เอเชียแล้ง

ภาวะโลกร้อน ส่งผล เอลนิญโญ เกิดถี่-เอเชียแล้ง

อาจารย์ มหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา เตือนว่า ภาวะโลกร้อนจะทำให้เกิดปรากฏการณ์ “เอลนิญโญ” บ่อยครั้งขึ้น และยังส่งผลให้พื้นที่บางจุดในทวีปเอเชียประสบปัญหาภัยแล้งรุนแรง

วารสาร วิทยาศาสตร์ “เนเจอร์” ตีพิมพ์ผลการศึกษาของ เบน เคิร์ตแมน อาจารย์มหาวิทยาลัยไมอามีและคณะ ชี้ว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ หรือภาวะโลกร้อน จะทำให้ปรากฏการณ์เอลนิญโญเกิดถี่ขึ้น เพราะนอกจากเกิดเอลนิญโญฝั่งตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิกทุก 4-5 ปีแล้ว ยังจะเกิดเอลนิญโญทางตอนกลางของมหาสมุทรแปซิฟิกถี่ขึ้น แต่จะไม่เกิดพร้อมกัน ส่งผลให้เอเชียแห้งแล้งยิ่งขึ้น ขณะที่เฮอริเคนถล่มฝั่งตะวันออกของสหรัฐและประเทศในทะเลแคริบเบียนจะรุนแรง ขึ้น

รายงานแจ้งว่า เอลนิญโญเป็นปรากฏการณ์กระแสน้ำอุ่นในทะเลบริเวณเส้นศูนย์สูตรทางมหาสมุทร แปซิฟิกตะวันออก ไหลไปแทนที่กระแสน้ำเย็นบริเวณเส้นศูนย์สูตรทางมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตก และชายฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือของทวีปอเมริกาใต้

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น ทำให้อินโดนีเซีย ออสเตรเลีย อินเดีย และภาคตะวันออกของบราซิลแห้งแล้ง แต่ในประเทศสหรัฐ อเมริกาบริเวณฝั่งอ่าวเม็กซิโก และหลายพื้นที่ของภูมิภาคอเมริกาใต้ จะพบภัยธรรมชาติฝนตกหนัก ทำให้ผิวน้ำทะเลแคริบเบียนและมหาสมุทรแอตแลนติกมีอุณหภูมิลดลง ช่วยบรรเทาการก่อตัวและความรุนแรงของเฮอริเคน

ข่าวนวัตกรรม

เฟิร์สลอจิก พลิกรูปแบบธุรกิจ หลังเจอแจ็กพอตปัญหา 3 เด้ง

เฟิร์สลอจิก พลิกรูปแบบธุรกิจ หลังเจอแจ็กพอตปัญหา 3 เด้ง

เฟิร์ส ลอจิกปรับรูปแบบการทำธุรกิจ เน้นความหลากหลายตอบสนองความต้องการของลูกค้า จากเดิมที่ขายผลิตภัณฑ์ซันอย่างเดียวก็อยู่ได้ หลังได้รับผลกระทบจากปัญหาที่เกิดขึ้นถึง 3 เด้ง มั่นใจยกเครื่ององค์กรเสร็จก่อน 1 ม.ค. 53

นายสุเทพ อุ่นเมตตาจิต ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เฟิร์ส ลอจิก กล่าวว่า ขณะนี้ตลาดไอทีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน เพราะมีหลายปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ว่าปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งทำให้พฤติกรรมของลูกค้าเปลี่ยนไปจากเดิมที่ใช้งบจัดซื้อไอทีสูง ก็หันไปซื้อตามจุดประสงค์แทน นอกจากนี้ เทคโนโลยีก็มีการเปลี่ยนแปลง เพราะมีผสมผสานเข้าด้วยกันหรือที่เรียกว่าคอนเวอร์เจนซ์ ทำให้ความสามารถในการใช้งานเพิ่มมากขึ้น ขณะที่การแข่งขันก็มีการเปลี่ยนแปลง เช่น การเข้ามาของผู้ประกอบการรายเล็ก แต่มีบางอย่างที่รายใหญ่ๆ ทำไม่ได้ก็มี และจากปัญหาดังกล่าวทำให้เฟิร์ส ลอจิกต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำธุรกิจ

“คน อื่นอาจจะบอกว่าโดน 2 เด้ง แต่เราโดน 3 เด้ง เพราะมีทั้งปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาภายในประเทศ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของพันธมิตรทางธุรกิจอย่างซัน ไมโครซิสเต็มส์ ที่ออราเคิลซื้อกิจการไป จากปัญหาที่เกิดขึ้น การทำตัวเป็นคนขายของแบบเดิมลำบากแน่ ก็ต้องปรับเปลี่ยนวิธีการทำธุรกิจ”

การปรับเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจของเฟิร์ส ลอจิกจะเน้นความหลากหลาย โดยเอาหลายๆอย่างมารวมกันเป็นโปรเจกต์ จากเดิมที่ 10 ปีที่แล้วขายแค่บล็อกซันอย่างเดียวก็อยู่ได้ นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของการทำเอาต์ซอร์ส การเขียนโปรแกรม การติดตั้งระบบ การบริหารโครงการ แนวโน้มคือครบวงจร หรือเป็นโซลูชัน แต่เรื่องซีอาร์เอ็ม แมเนจเมนต์ เรื่องการเงินเฟิร์ส ลอจิกจะไม่ทำเพราะไม่มีความถนัด แต่ถ้าลูกค้าต้องการก็จะหาพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญมาร่วมกันทำโซลูชันให้ กับลูกค้า ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนเรื่องบุคลากรด้วย

ทั้งนี้ เฟิร์ส ลอจิกแบ่งโซลูชันเป็น 2 แบบคือ 1.โซลูชันที่สามารถขายให้ใครก็ได้ 2.โซลูชันที่ขายแบบเฉพาะเจาะจงว่าลูกค้าต้องการอะไร เช่น สถาบันการศึกษา นอกจากขายสินค้าแล้ว จะต้องหาแรงจูงใจให้ผู้ใช้ต้องการที่จะใช้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบสถานที่ หรือคอมพิวเตอร์แบบไหนที่มีความทันสมัย

ด้านบุคลากรเดิมเฟิร์ส ลอจิกจะแยกตามฟังก์ชันงาน แต่การปรับองค์กรใหม่แยกตามกลุ่มลูกค้ารวมทั้งพนักงานขายหรือเซล เพื่อให้ไปดูแลและรับผิดชอบโดยตรง ซึ่ง กลุ่มลูกค้าหลักๆ จะมีประมาณ 4-5 กลุ่มซึ่งการปรับเปลี่ยนองค์กรครั้งนี้เป้าหมายคือต้องเสร็จก่อน 1 ม.ค. 2553

ปัจจุบัน เฟิร์ส ลอจิกมีพันธมิตรทางธุรกิจคือซัน ออราเคิล ไซแมนเทค นอกจากนี้ ก็จะเป็นพันธมิตรที่ไม่มีการทำธุรกิจที่ขัดแย้งกัน เช่น เรื่องของระบบความปลอดภัย เกี่ยวกับธุรกิจเน็ตเวิร์ก

นายสุเทพกล่าวถึงรายได้ของเฟิร์ส ลอจิกว่า ตั้งแต่ช่วงต้นปีนี้มารายได้ลดลง 15% ซึ่งหลักๆ คือปัญหาเศรษฐกิจ และปัญหาภายในประเทศ เม็ดเงินการจัดซื้อของลูกค้าไม่ได้ลดลง แต่ยังไม่กล้าตัดสินใจซื้อ แต่ถ้าบริษัทปรับเปลี่ยนทุกอย่างแล้วเสร็จ เชื่อว่ารายได้ต้องเพิ่ม เพราะขณะนี้ลูกค้ารอจังหวะที่จะซื้ออยู่ แต่รูปแบบการซื้ออาจไม่เหมือนเดิม

ข่าวนวัตกรรม

ห้องแคบหายห่วง โปรเจกต์ นาทัล ปรับให้เข้ากับพื้นที่การเล่นได้

ห้องแคบหายห่วง โปรเจกต์ นาทัล ปรับให้เข้ากับพื้นที่การเล่นได้

Kudo Tsunoda จากไมโครซอฟท์ ออกมาเปิดเผยว่าระบบกล้องตรวจจับการเคลื่อนไหว “โปรเจกต์ นาทัล” ใช้ระบบแสงอินฟราเรดเพื่อจัดการปรับแต่งให้ขนาดพื้นที่ในเกมเหมาะสมกับขนาด พื้นที่ที่ใช้เล่นเกม อย่างไรก็ตามการจะใส่ฟีเจอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหวนี้ในเกมเก่านั้นเป็น เรื่องยากที่จะทำได้ผ่านการอัปเดตซอฟต์แวร์

ในงานโตเกียวเกมโชว์ 2009 ที่ผ่านมา “Kudo Tsunoda” จากไมโครซอฟท์ออกมาเปิดเผยรายละเอียดใหม่ๆของ “โปรเจกต์ นาทัล”(Project Natal) ระบบตรวจจับการเคลื่อนไหวของร่างกายเพื่อใช้ควบคุมเกม ล่าสุดหัวหน้าฝ่ายครีเอทีฟผู้นี้ได้เปิดเผยเพิ่มเติมว่า กล้องของโปรเจกต์ นาทัล จะใช้ระบบแสงอินฟราเรด ซึ่งจะทำให้โปรเจกต์ นาทัล สามารถใช้งานได้ในทุกสภาพแสง นอกจากนั้นพื้นที่การเล่นในเกมยังสามารถปรับตัวเพื่อให้เหมาะสมกับขนาด พื้นที่ที่ใช้ในการเล่นเกมได้อีกด้วย สำหรับผู้ที่มีห้องขนาดเล็กก็คงคลายความกังวลไปได้

“เราสามารถกำหนดพื้นที่ที่ใช้เล่นเกมในห้องของคุณได้ ถ้าในพื้นที่ที่ใช้เล่นเกมมีโซฟาตั้งอยู่ระบบก็จะสามารถนำกำแพงมาตั้งแทนที่ ได้ ถ้าคุณไม่มีกำแพง ระบบก็จะสร้างกำแพงขึ้นมาให้ เราสามารถจัดการปรับแต่งมิติพื้นที่ในการเล่นเกมได้” Tsunoda อธิบายเพิ่มเติมอีกด้วยว่า ไมโครโฟนของโปรเจกต์ นาทัล สามารถแยกแยะเสียงของผู้เล่นแต่ละคนได้ในกรณีที่มีผู้เล่นหลายคนอยู่ในห้อง เดียวกัน

แม้ว่าเกมรถแข่ง เบิร์นเอาท์ พาราไดซ์ และเกม Beautiful Katamari เวอร์ชั่นที่ใช้เล่นกับโปรเจกต์ นาทัลจะมีการนำไปให้ทดลองเล่นในงานโตเกียวเกมโชว์ 2009 แต่ Tsunoda ก็ระบุว่าเกมที่ออกมาก่อนหน้านี้ไม่สามารถอัปเดตเพื่อให้รองรับเทคโนโลยี ตรวจจับการเคลื่อนไหวนี้ได้ เนื่องจากการให้เกมรองรับระบบนี้นั้นจะต้องมีการเปลี่ยนโค้ดมากมายกว่าการ ใช้แพทซ์ซอฟต์แวร์อัปเดตจะทำได้ หากจะให้เกมเก่าใช้งานโปรเจกต์ นาทัลได้ จะต้องทำเกมนั้นขึ้นมาใหม่อีกครั้งให้รองรับ เหมือนกับที่เกม Pikmin บนเครื่องเกมคิวบ์ ที่กลับมาทำใหม่แล้วออกวางจำหน่ายบนเครื่องวี ให้รองรับระบบตรวจจับการเคลื่อนไหวของนินเทนโด

ข่าวนวัตกรรม

กทช. ฟันธง เปิดประมูล3จี ธ.ค.สัปดาห์ที่ 2

กทช. ฟันธง เปิดประมูล3จี ธ.ค.สัปดาห์ที่ 2

ยังอุบราคาราคากลาง แต่คาดว่าได้ข้อสรุปเดือนต.ค.2552 ด้าน เอไอเอส ดีแทค ทรู ลั่นพร้อมลุยประมูล3จี แน่เมื่อกทช.ไฟเขียว นาย เศรษฐพร คูศรีพิทักษ์ กรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กทช. กล่าวว่า ภายในสัปดาห์ที่ 2 ของเดือนธ.ค.2552 จะเริ่มกระบวนการเปิดประมูลใบอนุญาตบนคลื่นความถี่ 2.1 กิกะเฮริตช์ โดยในวันที่ 8-9 ต.ค.2552 กทช.จะจัดให้มีการทดลองการประมูลทั้ง 4 ใบอนุญาตเป็นครั้งสุดท้าย ส่วนราคากลางใบอนุญาตดังกล่าว ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ ทั้งนี้ กทช.จะหาข้อสรุปให้แล้วเสร็จภายในเดือนต.ค.2552 แล้วจึงประกาศหลักเกณฑ์การประมูลลงในราชกิจจานุเบกษา

คณะกรรมการ กทช. กล่าวต่อว่า กระบวนการเปิดประมูลใบอนุญาตจะเป็นรอบๆ ในวันเดียวกัน ทั้ง 4 ใบอนุญาต ได้แก่ 10 เมกะเฮริตช์จำนวน 3 ใบ และ 15 เมกะเฮริตช์จำนวน 1 ใบ หากมีผู้ชนะแล้วก็จะปิดการประมูล แต่หากเอกชนรายใดที่สู้ราคาในย่าน 15 เมกะเฮิร์ตซ์ไม่ไหว แล้วย้ายไปเข้าประมูลในย่าน 10 เมกะเฮริตช์ก็สามารถทำได้ เพราะสุดท้ายแล้วผู้ประกอบการ 1 รายจะได้รับใบอนุญาตเพียง 1 ใบเท่านั้น และจะต้องชำระค่าไลเซ่นส์ภายใน 14 วัน

นายวิเชียร เมฆตระการ หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส กล่าวว่า เอไอเอสพร้อมที่จะเข้าร่วมประมูลใบอนุญาต(ไลเซนส์)3จี โดยเน้นไปที่ไลเซนส์ 3จีในย่าน 15 เมกะเฮริตช์ เนื่องจากอีก 3ไลเซนส์ไม่เพียงพอต่อการใช้งาน และไม่ได้กังวลจะมีคู่แข่งเข้ามาร่วมประมูลมากหรือน้อย อย่างไรก็ตาม บริษัทเตรียมพร้อมในเรื่องของเงินทุน ทั้งงบลงทุนโครงข่าย 75,000 ล้านบาท และงบประมูลใบอนุญาตด้วยเน้นที่ย่านความถี่ 15 เมกกะเฮิร์ตซ์

นายศุภ ชัย เจียรวนนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท ทรูคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือทรู กล่าวว่า ทรูจะเข้าประมูลใบอนุญาตด้วยตัวเอง เพราะเชื่อว่าบริษัทมีสถานะการเงินที่เพียงพอในการยื่นเสนอราคาในทุกย่าน ความถี่ ส่วนการร่วมมือกับพันธมิตรนั้น คาดว่าจะได้ข้อสรุปเมื่อมีการลงทุนโครงข่าย หรือสร้างสถานีฐานที่จะเกิดขึ้นช่วงต้นปี 2553 ทั้งนี้ มีบริษัทต่างชาติสนใจร่วมทำ 3จีประมาณ 6-7 ราย

ผู้สื่อข่าวรายงาน ด้วยว่า บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค ได้ออกเอกสารแสดงความเห็นว่า กทช.ควรเร่งประกาศราคากลางใบอนุญาตโดยเร็วที่สุด เนื่องจากผู้รับใบอนุญาตแต่ละราย อาจต้องใช้ระยะเวลาในการขออนุมัติต่างๆ อีกทั้ง ต้องการให้กทช.กำหนดแนวนโยบายที่ชัดเจน หากปรากฎว่าผู้ยื่นคำขอที่มีคุณสมบัติครบถ้วนนั้นมีจำนวนน้อยกว่าหรือเท่า กับจำนวนใบอนุญาต 4 ใบที่ กทช. นำออกประมูลในครั้งนี้ และใบอนุญาตดังกล่าว สามารถต่ออายุใบอนุญาตได้หรือไม่

ข่าวนวัตกรรม

อุตฯไอทีส่งสัญญาณ อัตราเติบโตเป็นบวก

อุตฯไอทีส่งสัญญาณ อัตราเติบโตเป็นบวก

ผู้ค้าไอทียิ้มออก อุตสาหกรรมส่งสัญญาณบวก เริ่มมีอัตราการเติบโต โดยเฉพาะภาครัฐที่อัดฉีดเงินสู่ระบบ ขณะที่การค้าปลีกยอดยังขยับขึ้น นายสมชัย สิทธิชัยศรีชาติ กรรมการผู้จัดการ บมจ.เอสไอเอส ดิสทริบิวชั่น (ประเทศไทย) กล่าวว่า อุตสาหกรรมไอทีใน ภาพรวมปีนี้คาดว่า จะเติบโตเพิ่มมาเป็น 5% จากที่เคยคาดการณ์ไว้เมื่อปลายปีที่แล้วว่าปีนี้การเติบโตอาจจะติดลบ ซึ่งปัจจัยหลักมาจากการอัดฉีดเงินเข้าระบบของภาครัฐ โดยเฉพาะโครงการไทยเข้มแข็ง นอกจากจะมีเงินหมุนเวียนแล้ว ยังสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนด้วย

เขากล่าวว่า ตามปกติตลาดไอทีองค์กรแล้ว ภาครัฐจะใช้จ่ายไอทีประมาณ 20% และภาคเอกชนจะใช้จ่ายประมาณ 80% ซึ่งช่วงที่ผ่านมาภาครัฐมีปัญหาการเมือง ทำให้การใช้จ่ายไอทีลดต่ำลงไป แต่จากโครงการไทยเข้มแข็งคาดว่าจะทำให้การใช้จ่ายด้านไอทีในภาครัฐกลับมาสูงขึ้น และปีหน้าน่าจะสูงเกิน 20% ขึ้นไป

“โครงการที่เกี่ยวกับไอที มีการซื้อคอมพิวเตอร์ การติดตั้งโครงข่ายต่างๆ คาดว่าปีนี้ น่าจะมีลูกค้าของเอสไอเอสที่ค้าขายกับภาครัฐ เป็นเงินไม่ต่ำกว่า 2-3 พันล้านบาท ช่วงไตรมาส 3-4 ที่เหลืออยู่” นายสมชัย กล่าว

ส่วนของเอสไอเอสเอง คาดว่าจากแนวโน้มเศรษฐกิจที่ดีขึ้นและจากโครงการของรัฐ คาดว่าจะเติบโตประมาณ 7-8% เป็นรายได้ประมาณ 1.3 หมื่นล้านบาท จากปีที่ผ่านมามีรายได้ 1.2 หมื่นล้านบาท

ขณะที่การลงทุนของเอสไอเอส ได้เปิดศูนย์ขายและบริการเพิ่มที่เชียงใหม่และมีแผนขยายสาขาไปทุกภูมิภาคภาย ในปี 2553 จ้างพนักงานเพิ่มแล้ว 50 คน และมีแผนจ้างเพิ่มอีก 50 คน รวมถึงรับสินค้าใหม่ๆ มาจำหน่ายเพิ่มขึ้น ซึ่งช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว ขยายธุรกิจสะดวกกว่า

แวลลูชี้สัญญาณโต
นายณรงค์ อิงค์ธเนศ ประธานบริหาร บริษัท เดอะแวลลูซิสเตมส์ จำกัด กล่าวว่า ตั้งแต่เดือน ก.ค.เป็นต้นมา ธุรกิจไอทีเริ่ม มีอัตราการเติบโต โดยเฉพาะเซ็กเมนท์ที่เกี่ยวกับราชการ ทั้งการศึกษา และรัฐวิสาหกิจ รวมทั้งตลาดต่างจังหวัดที่ผู้ค้าต่างเดินแผนรุกตลาดนี้กันมากขึ้นก็ไปได้ดี

ขณะที่ธุรกิจค้าปลีกไอทีกระทบ ไม่มากเท่าที่ควร เพราะมีผลิตภัณฑ์โลว์คอสท์เข้าสู่ตลาดมาก ได้แก่ โน้ตบุ๊คราคา 1.2 -1.3 หมื่นบาท ทำให้ลูกค้าอีกกลุ่มที่เดิมไม่สามารถซื้อไอที ก็ซื้อได้ ซึ่งปีนี้ร้านค้าปลีกมีเริ่มขยายและเปิดร้านใหม่ เชื่อว่าจะขยายไปอีก 2-3 ปี

อย่างไรก็ตาม ยังมีพื้นที่ที่ยังอ่อน คือองค์กรเอกชนระดับกลางและเล็ก ที่ชะลอตัวมาก ตัวเลขการซื้อลดลงอย่างเห็นได้ แต่รายใหญ่อาจไม่เปลี่ยนระบบใหม่ แต่ยังมีซื้อเพิ่ม

ดังนั้น ปีนี้เขาหวังว่าจะทำรายได้และผลกำไรใกล้เคียงกับปีที่แล้ว หรือเติบโตขึ้นเล็กน้อย หลังจากเริ่มปรับตัวตั้งแต่สิ้นปี 2551 ด้วยการไม่จ้างพนักงานใหม่ ยกเว้นกรณีพิเศษ ไม่เพิ่มเงินเดือน ลดเงินสมทบชั่วคราว และอื่นๆ โดยคาดว่า เดือนนี้ถึงสิ้นปีจะมีอัตราการเติบโต 5-10%

อัสซุสเผยตลาดไอทียังโตดี
นายพรเทพ วัชรอำนวย กรรมการผู้จัดการ บริษัท อัสซุสเทค คอมพิวเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า อัสซุสยังเติบโตอย่างต่อเนื่องทุกไตรมาส แม้ว่าเศรษฐกิจจะไม่ดี แต่การใช้งานไอทีในองค์กรต่างๆ เพื่อลดค่าใช้จ่ายยังเป็นสิ่งจำเป็น ทำให้การใช้จ่ายด้านไอทียัง มีอยู่ ขณะที่ตลาดทั่วไป โน้ตบุ๊คและเน็ตบุ๊ค เติบโตอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับการที่อัสซุสเปิดไลน์สินค้าใหม่ๆ ทำให้ปีนี้ยังเติบโตทุกไตรมาส

ทั้งนี้ อัสซุสประมาณการรายได้ปีนี้ 4.5 พันล้านบาท เติบโตขึ้นจากปีที่ผ่านมามีรายได้ประมาณ 3.5 พันล้านบาท

ข่าวนวัตกรรม

‘SIS’ แตกไลน์รับมือสมาร์ทโฟน ไทยโตแรง

‘SIS’ แตกไลน์รับมือสมาร์ทโฟน ไทยโตแรง

เอสไอเอส ผู้ค้าส่งสินค้าไอทียักษ์ใหญ่ของไทย ปรับทัพรับตลาดสมาร์ทโฟนไทยโตแรง แยกบริษัทย่อยเพื่อดูแลธุรกิจจำหน่ายผลิตภัณฑ์สมาร์ทโฟนในประเทศไทยโดยเฉพาะ ระบุไม่ใช่สมาร์ทโฟนอย่างเดียวที่โต แต่ตลาดไอทีรวมปีนี้จะโตขึ้นด้วย ส่วนหนึ่งเพราะการกระตุ้นจากภาครัฐ คาดตลาดไอทีไทยโตขึ้น 5% จากที่เคยเก็งกันว่าจะติดลบ

สมชัย สิทธิชัยศรีชาติ กรรมการผู้จัดการบริษัท เอสไอเอส ดิสทริบิวชั่น (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ให้สัมภาษณ์ว่าตลาดรวมผลิตภัณฑ์โทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนที่สามารถรับส่งอีเม ล แก้ไขงานเอกสาร และเล่นไฟล์มัลติมีเดียได้เหมือนคอมพิวเตอร์จิ๋วนั้นเติบโตสูงมาก ทั้งความต้องการที่เพิ่มขึ้นในทิศทางเดียวกับจำนวนอุปกรณ์ที่วางจำหน่าย ทำให้บริษัทต้องแตกบริษัทลูกนามว่า “คิวดิส” ออกมาเพื่อดูแลธุรกิจสมาร์ทโฟนโดยเฉพาะ

“ตลาด รวมสมาร์ทโฟนโตขึ้นประมาณ 30% เป็นเลขสองหลักตลอด มีดีไวซ์ใหม่ๆเข้ามาเยอะมาก ขณะเดียวกันค่ายไอทีก็หันมาทำธุรกิจโทรศัพท์มือถือกันมาก ทั้งเอเซอร์ อัสซุส เราจึงแตกบริษัทออกมาเพื่อให้สามารถโฟกัสที่ตลาดนี้เต็มที่ ปีนี้เราเชื่อว่าตลอดสมาร์ทโฟนน่าจะทำได้เกือบ 20,000 เครื่องต่อเดือน จากปีที่แล้วประมาณหมื่นกว่า รวมทั้งปีปีนี้คาดว่าน่าจะได้มากกว่า 200,000 เครื่อง”

ปัจจุบัน คิวดิสดูแลช่องทางการจัดจำหน่ายของโทรศัพท์มือถือแบรนด์เอเซอร์ ซัมซุง (เฉพาะออมเนีย) และอัสซุส โดยยังมีเอชทีซีและเอชพีซึ่งยังติดสัญญากับบริษัทแม่เอสไอเอสอยู่ ซึ่งคาดว่าจะมีการเพิ่มแบรนด์จัดจำหน่ายเป็น 5 รายได้ภายในปีนี้

ไอทีก็โต

สมชัยระบุว่าโครงการจากภาครัฐจะทำให้ตลาดไอทีไทยมีอัตราเติบโตเพิ่ม ขึ้นราว 5% ในปีนี้ โดยเฉพาะโครงการไทยเข้มแข็งซึ่งจะมีเม็ดเงินจากภาครัฐอัดฉีดอุตสาหกรรมไอที อย่างคึกคักภายในปีนี้

“จาก เดิมที่เนคเทคเชื่อว่าตลาดไอทีไทยปีนี้จะฟุบตัวลง แต่ผมเชื่อว่าน่าจะเป็นบวกมากกว่าลบ เพราะโครงการต่างๆที่รัฐไดร์ฟมานั้นทำให้ตลาดเกิดความมั่นใจ ไม่ใช่แค่ในไทย แต่มันเป็นเทรนด์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก ทำให้ทุกอย่างดูเหมือนดีขึ้น”

สมชัยระบุว่า อัตราการจับจ่ายในตลาดไอทีสำหรับองค์กรโดยเฉลี่ยนั้นอยู่ที่ 80% เป็นสัดส่วนของเอกชนและ 20% เป็นภาครัฐ ช่วงไตรมาส 1-2 ตลาดภาครัฐตัวเลขอัตราเติบโตหดลงเหลือราว 10% เท่านั้น โดยในขณะนี้สถานการณ์กลับมาดีขึ้นอีกครั้ง ทำให้คาดว่าตลาดไอทีไทยจะสามารถแตะระดับหมื่นล้านบาทได้ในปีนี้

“เอส ไอเอสอาศัยช่วงเวลาที่เศรษฐกิจไม่ดีเป็นโอกาสในการขยายงาน ทำให้เราเช่าที่ได้ง่ายขึ้น รับพนักงานเพิ่มขึ้น ปีนี้เราวางแผนเปิดสาขาที่เชียงใหม่ จากนั้นจะไปที่ภาคใต้ และอีสาน ปีหน้าคาดว่าจะไปครบทุกภาค ต่อไปก็จะเริ่มมีภาคละ 2 สาขา งบประมาณไม่เยอะมากเพราะเป็นการเปิดสาขาเท่านั้น”

เอสไอเอสมียอดจำหน่ายปีที่ผ่านมาราว 12,000 ล้านบาท เชื่อว่าจะสามารถทำได้ 13,000 ล้านบาทในปีนี้ โดยอัตราการเติบโตวางเป้าไว้ที่ 5%-8%

ข่าวนวัตกรรม

อินเทลพัฒนา “ชิพ” ขนาดจิ๋วสุดในโลก

อินเทลพัฒนา “ชิพ” ขนาดจิ๋วสุดในโลก

“อิน เทล” บริษัทผู้นำเทคโนโลยีหน่วยประมวลผลกลางยักษ์ใหญ่ของโลก เปิดตัวต้นแบบ “ไมโครชิพ” รุ่นใหม่ขนาดเล็กที่สุดในโลก ซึ่งทำงานได้จริง ภายในอัดแน่นไปด้วยทรานซิสเตอร์กว่า 3 พันล้านตัว และในอนาคตจะสร้างชิพที่มีทรานซิสเตอร์มากกว่านี้อีก

ชิพดังกล่าวใช้ เทคโนโลยีการผลิต 22 นาโนเมตร มีขนาดแค่ปลายนิ้วก้อย และจะเริ่มวางตลาดในปี 2554 กระทั่งทำให้ผู้เชี่ยวชาญพากันฉงนงุนงงไปตามๆ กัน เพราะไม่เชื่อว่าจะมีใครสามารถผลิตชิพได้เล็กไปกว่านี้อีก

ความ สำเร็จของอินเทลช่วยพิสูจน์กฎของ “กอร์ดอน เอิร์ล มัวร์” นักวิทยาศาสตร์ชื่อดัง ผู้สร้างกฎอธิบายแนวโน้มการผลิตทรานซิสเตอร์ในคอมพิวเตอร์โดยระบุว่าปริมาณ ทรานซิสเตอร์จะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าทุกๆ 2 ปี

นายพอล โอเทลินี ประธานอินเทล คอร์เปอเรชั่น กล่าวด้วยว่า ปัจจุบันอินเทลใช้เทคโนโลยี 45 นาโนเมตรผลิตชิพ เป็นหลัก และจะลดเป็น 32 นาโนเมตรปลายปีนี้

“กฎของ มัวร์ไม่ใช่กฎฟิสิกส์ แต่เป็นกฎแห่งความสร้างสรรค์ของมนุษย์ ไม่มีข้อไหนระบุว่ามนุษย์จะคิดค้นสิ่งใหม่ๆ ต่อไปไม่ได้” โอเทลินี กล่าว

ข่าวนวัตกรรม

“ทวิตเตอร์” ระดมทุนเล็งกำไรจากโฆษณา

ข่าวนวัตกรรม

Google Wave

Google Wave

กูเกิลเวฟ (Google Wave) แอปพลิเคชันที่กูเกิลเชื่อว่าจะสามารถปฏิวัติการสื่อสารและการทำงานร่วมกัน ของชาวออนไลน์ทั่วโลก เริ่มเปิดให้นักพัฒนากว่า 100,000 คนทดสอบบริการอย่างจริงจังแล้วในวันพุธที่ 30 ตุลาคม คาดว่าการนำเสียงตอบรับจากการทดสอบมาปรับปรุงเพื่อคลอดเป็นบริการตัวจริง จะสามารถดำเนินการเสร็จภายในปีนี้กูเกิลเวฟ (Google Wave) แอปพลิเคชันที่กูเกิลเชื่อว่าจะสามารถปฏิวัติการสื่อสารและการทำงานร่วมกัน ของชาวออนไลน์ทั่วโลก เริ่มเปิดให้นักพัฒนากว่า 100,000 คนทดสอบบริการอย่างจริงจังแล้วในวันพุธที่ 30 ตุลาคม คาดว่าการนำเสียงตอบรับจากการทดสอบมาปรับปรุงเพื่อคลอดเป็นบริการตัวจริง จะสามารถดำเนินการเสร็จภายในปีนี้กูเกิลเวฟ (Google Wave) แอปพลิเคชันที่กูเกิลเชื่อว่าจะสามารถปฏิวัติการสื่อสารและการทำงานร่วมกัน ของชาวออนไลน์ทั่วโลก เริ่มเปิดให้นักพัฒนากว่า 100,000 คนทดสอบบริการอย่างจริงจังแล้วในวันพุธที่ 30 ตุลาคม คาดว่าการนำเสียงตอบรับจากการทดสอบมาปรับปรุงเพื่อคลอดเป็นบริการตัวจริง จะสามารถดำเนินการเสร็จภายในปีนี้

กูเกิลเวฟนั้นเป็นแอปพลิเคชันสื่อสารของกูเกิลที่รวมเอาบริการอีเมล บริการสนทนาด้วยข้อความ บล็อก บริการแชร์ไฟล์ภาพ-วิดีโอ และเทคโนโลยีการเพิ่มหรือแก้ไขข้อความสไตล์สารานุกรมวิกิพีเดียมารวมไว้ใน ที่เดียวกัน ถูกเปิดตัวครั้งแรกในงาน Google I/O งานประชุมนักพัฒนาที่กูเกิลจัดขึ้นเมื่อช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

ในเว็บไซต์กูเกิลเวฟระบุว่า การทดสอบโดยนักพัฒนาวงในจำนวน 100,000 ที่กำลังเริ่มขึ้นนี้ จะช่วยให้กูเกิลสามารถแก้ไขข้อบกพร่องของบริการได้ก่อนที่จะเปิดให้ประชาชน ออนไลน์ใช้งานได้ฟรีภายในปลายปี 2009 ซึ่งสองพี่น้องสัญชาติออสเตรเลียนผู้พัฒนากูเกิลเวฟ Jens และ Lars Rasmussen เชื่อว่ากูเกิลเวฟจะสามารถมาแทนที่ช่องทางการสื่อสารออนไลน์เดิมๆอย่างอีเม ลได้

“กู เกิลเวฟน่าจะเป็นสิ่งที่ทุกคนใช้งาน และเป็นอะไรที่ทุกคนรู้จัก” Jens Rasmussen ให้ความเห็นกับผู้สื่อข่าวซีเอ็นเอ็น โดยสิ่งที่ Jens พูดนั้นมีความเป็นไปได้สูงเพราะผลงานที่ผ่านมาของ Jens อย่างกูเกิลแม็ปส์ (Google Maps) นั้นก็เป็นที่รู้จักกันดีในหมู่ชาวอินเทอร์เน็ต

หลักการทำงานของกูเกิลเวฟคือ ผู้ใช้ต้องสร้างหัวข้อสนทนาขึ้นมาก่อนแล้วจึงเพิ่มชื่อผู้ติดต่อหรือสมาชิก ที่ต้องการสื่อสารด้วยลงไป หัวข้อสนทนาจะถูกเรียกว่า”เวฟ (wave)”โดยทุกคนที่อยู่ในรายการเวฟสามารถใส่คอมเมนท์ได้ทุกพื้นที่ของข้อ ความอย่างเสรี สามารถพิมพ์ข้อความตอบคอมเมนท์หรือแก้ไขเวฟได้โดยตรง หรืออาจใส่ภาพ โปรแกรมเก็ดเจ็ด รวมถึงฟีดจากเว็บไซต์บนอินเทอร์เน็ต

ผลคือทุกคนไม่จำเป็นต้องใส่คอมเมนท์ไว้ท้ายบทความหรือท้ายข่าว แต่สามารถใส่ไว้ที่กลางบทความ หรือพื้นที่ใดของบทความก็ได้ โดยใส่ได้หมดทั้งข้อความ ภาพ และวิดีโอ ความเป็นเรียลไทม์ของกูเกิลเวฟ พัฒนาถึงขั้นที่ว่าเจ้าของเวฟจะสามารถมองเห็นว่าคนในเวฟกำลังพิมพ์ตัวอักษรอะไรในขณะนั้น ทำให้เกิดการสื่อสารที่เร็วกว่าโปรแกรมแชตปกติ และให้ความรู้สึกในการโต้ตอบกับคนในกลุ่มได้แบบเรียลไทม์จริงๆ ทั้งหมดทำให้เวฟเป็นส่วนผสมที่ผู้ใช้สามารถสื่อสารกัน ทำงานร่วมกัน แบ่งปันข้อมูล และให้ความรู้สึกเรียลไทม์แท้จริง โดยเวฟสามารถนำมา ‘playback’ หรือย้อนดูความเปลี่ยนแปลงของเวฟในอดีตได้ด้วย

ความที่ระบบเพื่อนของกูเกิลเวฟมีลักษณะคล้ายเครือข่ายสังคม คือเพิ่มชื่อเพื่อนและแยกลำดับความสำคัญได้ ทำให้มีการเปรียบเทียบว่ากูเกิลเวฟคือเฟสบุ๊ก (Facebook) แบบเรียลไทม์ ส่วนความสามารถในการแก้ไขเวฟได้พร้อมกับเพื่อนในกลุ่ม ทำให้ถูกนำไปเปรียบเทียบว่าคือสารานุกรมออนไลน์วิกิพีเดีย (Wikipedia) ที่ทุกคนแก้ไขได้พร้อมกัน ขณะ ที่หน้าตาโปรแกรมโดยรวมถูกนำไปเทียบกับโปรแกรมเพื่อการสื่อสารและทำงานร่วม กัน (collaboration) ราคาแพงอย่าง Lotus Notes หรือ IBM Workplace

นับจากการเปิดตัวครั้งนั้น Ben Parr นักเขียนบล็อกจาก Mashable กล่าวถึงกูเกิลเวฟครั้งล่าสุดไว้ว่า ยังคงมีจุดบกพร่องอยู่แต่มีการพัฒนาขึ้นมากกว่าเดิม โดยระบุว่าบริการมีความเสถียรมากขึ้น ระยะเวลาตอบสนองของโปรแกรมยังคงช้าและติดขัด แต่ฟังก์ชันการใช้งานต่างๆนั้นถือว่าก้าวไกลกว่าที่ชาวเน็ตเคยใช้งานมากมาย นัก ขณะที่ MG Siegler จากเว็บไซต์ TechCrunch ชมเชยกูเกิลเวฟว่าออกแบบให้ใช้งานง่ายและลื่นไหลมากจนอีเมลและโปรแกรมสนทนา นั้นดูเก่าแก่เป็นขนมปังบูดไปเลย

ข่าวนวัตกรรม

Page 2 of 212