บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส พัฒนาซิมการ์ดรุ่นล่าสุด AIS MICRO NetSIM ซิมจิ๋วครั้งแรกในประเทศไทย เอาใจสาวก Smart Gadget อาทิ iPad และอุปกรณ์อื่นๆ ที่กำลังจะเปิดตัวในอนาคต พร้อมตอบสนองการใช้งานหลากหลาย ทั้งอินเทอร์เน็ตซิม มัลติซิม และซิมการ์ดใบใหม่ ใช้ได้ทั้งระบบเหมาจ่ายและเติมเงิน ตามแพ็ตเกจการใช้งาน ได้แก่ แพ็คเกจ 650 บาท/เดือน ใช้ EDGE/GPRS ไม่จำกัด หรือ 150 บาท/เดือน ใช้เชื่อมต่อบนเครือข่าย 3G ได้ 500 MB และ EDGE/GPRS ได้ 50 MB
ข่าวเศรษฐกิจ Archive
เอไอเอสฉุน กทช. ลั่นค่าโทรมือถือ อัตราเดียว
กทช.มั่นใจว่า ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือจะไม่ผลักภาระให้ผู้บริโภค เพราะเป็นการทำโปรโมชั่นส่งเสริมการขายที่หลากหลาย ทำให้ผู้ใช้บริการโทรศัพท์มือถือไม่ทราบชัดเจนว่าค่าโทร.ของตัวเองเป็นอัตรา เท่าใด ดังนั้น กำหนดอัตราเดียวกันก็เพื่อสร้างความชัดเจน
นายสุรนันท์กล่าวต่อว่า มติดังกล่าวเป็นผลมาจากการให้บริการโทรศัพท์มือถือในปัจจุบันมีรายการ ส่งเสริมการที่หลากหลาย โดยกำหนดค่าโทร.ในโครงข่ายเดียวกันที่แตกต่าง เช่น ค่าโทร.ในโครงข่ายนาทีละ 0.80 บาท และโทร.ระหว่างโครงข่ายนาทีละ 1.61 บาท ซึ่งโดยปกติผู้ใช้บริการโทรศัพท์มือถือจะไม่ทราบว่าเลขหมายที่เรียกไปนั้น เป็นการเรียกภายใน โครงข่ายเดียวกันหรือต่างโครงข่ายกัน ทำให้ผู้บริโภคไม่สามารถทราบได้ว่าการใช้โทรศัพท์มือถือแต่ละครั้งเป็นการ ใช้บริการประเภทใด และมีอัตราค่าบริการเท่าใด เพราะปัจจุบันเป็นโปรโมชั่นระบบเหมาจ่าย
ด้านนายวิเชียร เมฆตระการ หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส เปิดเผยว่า การปรับราคาค่าโทร.ในเครือข่าย-ข้ามเครือข่ายเป็นอัตราเดียวกันนั้น เป็นสิ่งที่ทำลำบาก ผู้ให้บริการไม่สามารถลดค่าโทร. ข้ามเครือข่ายลงมาให้เท่ากับในเครือข่ายได้ เพราะมีภาระต้องจ่ายค่าเชื่อมโยงโครงข่ายแบบไอซี ส่วนจะให้ปรับราคาค่าโทร.ในเครือข่ายให้เท่ากับโทร.ข้ามเครือข่ายก็จะเป็น การผลักภาระให้ลูกค้า เพราะเป็นการเพิ่มราคา อย่างไรก็ตาม หาก กทช.มีคำสั่งปกครองในเรื่องนี้เมื่อใด เอไอเอสจะไปฟ้องร้องต่อศาลปกครอง ทันที เนื่องจากเป็นคำสั่งที่ทำให้เดือดร้อน
ปิดตลาด หุ้นไทยปรับลดลง 6.60 จุด
ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประจำวันที่ 23 เม.ย. ปิดการซื้อ-ขาย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ปิดตลาด 754.58 จุด ลดลง 6.60 จุด มูลค่าการซื้อขายทั้งสิ้น 18,071.36 ล้านบาท หลักทรัพย์เปลี่ยนแปลง เพิ่มขึ้น 105 หลักทรัพย์ ลดลง 231 หลักทรัพย์ และ ไม่เปลี่ยนแปลง 126 หลักทรัพย์
สำหรับ 5 อันดับซื้อขายสูงสุด ประจำวันนี้ ได้แก่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน), ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน),ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน),ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)
ส่วนตลาดหุ้นภูมิภาค มีทั้งปรับตัวเพิ่มขึ้นและลดลง ดัชนี สเตรทไทม์ ตลาดหุ้นสิงคโปร์ ปิดตลาดที่ระดับ 2,988.49 จุด เพิ่มขึ้น 7.80 จุด ดัชนี นิกเกอิ ตลาดหุ้นญี่ปุ่น ปิดตลาดที่ระดับ 10,914.46 จุด ลดลง 34.63 จุด ดัชนี เวทเต็ด ตลาดหุ้นไต้หวัน ปิดตลาดที่ระดับ 8,004.89 จุด เพิ่มขึ้น 26.20 จุด ดัชนี ฮั่งเส็ง ตลาดหุ้นฮ่องกง ปิดตลาดที่ระดับ 21,244.49 จุด ลดลง 210.45 จุด
ผู้นำจอร์เจียส่อลงทุนในไทย มาร์คปลื้ม
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ต้อนรับ นายนิกะ กิเลาริ (H.E. Mr. Nika Gilauri) นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐจอร์เจีย โดย นายอภิสิทธิ์ ได้เป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารกลางวัน และหารือกว่า 2 ชั่วโมง โดยนายอภิสิทธิ์ ได้แสดงความขอบคุณนายนิกะ เนื่องจากการเดินทางมาเยือนไทยในครั้งนี้จะช่วยให้บรรยากาศการลงทุนในไทยสดใสมากขึ้น โดยนายนิกะ พร้อมที่จะช่วยสนับสนุน และประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวแก่ประเทศไทย เพราะมีความรู้สึกประทับใจประเทศไทยในอย่างมาก
โดยเฉพาะคนไทยที่มีความเป็นมิตรทำให้นักท่องเที่ยวรู้สึกอบอุ่น โอกาสนี้ นายอภิสิทธิ์ ยังขอให้นายกรัฐมนตรีจอร์เจีย ช่วยสนับสนุนการลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (Human Rights Council- HRC) วาระปี ค.ศ. 2010-2013 ของไทยด้วย
เสื้อแดงทำตลาดหุ้นไทยวูบจมดิ่งเกือบ 30 จุด
บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทย เมื่อวันที่ 8 เม.ย.ซึ่งเปิดทำการ เป็นวันแรกหลังรัฐบาลประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในเขตกรุงเทพฯ และ 6 จังหวัดปริมณฑล เพื่อควบคุมการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ปรากฏว่า นักลงทุนตื่นตระหนก ถล่มเทขายหุ้นออกมาอย่างหนักตลอดทั้งวัน ส่งผลให้ดัชนีปรับตัวดิ่งลงอย่างรุนแรงไปแตะจุดต่ำสุดของวัน ที่ 780.70 จุด ก่อนจะเคลื่อนไหวมาปิดตลาดที่ 783.93 จุด ลดลง 28.70 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 40,241.66 ล้านบาท ขณะที่นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 1,402 ล้านบาท โดยการปรับตัวลงร่วม 30 จุด ส่งผลให้มูลค่าราคาตลาดรวม (มาร์เกตแคป) ที่แสดงถึงความมั่งคั่งของนักลงทุนในตลาดหุ้นหายวับไปทันทีภายในวันเดียวถึง 230,000 ล้านบาท จากมูลค่ามาร์เกตแคปวันที่ 7 เม.ย.อยู่ที่ 6.532 ล้านล้านบาท ลดลงมาเหลือ 6.302 ล้านล้านบาท
ต้องยอมรับว่าตลาดหุ้นไทยหลัง จากนี้จะมีความผันผวนมากขึ้น แม้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่ยังไม่เห็นทางออกว่าปัญหาจะจบลงตรงไหน ถือเป็นความไม่แน่นอนและเป็นความเสี่ยง นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยต่างประเทศที่ ภาพรวมการฟื้นตัวเศรษฐกิจโลกที่ไม่ชัดเจนว่าจะฟื้นตัวต่อเนื่องหรือไม่ ซึ่งทั้ง 2 ปัจจัยนี้ จะเป็นตัวกำหนดทิศทางการเคลื่อนไหวตลาดหุ้นไทย ซึ่งความผันผวนและการปรับตัวลงของตลาดที่จะเกิดขึ้นในช่วงนี้ ถือเป็นโอกาสในการเข้าไปลงทุนในช่วงที่ราคาหุ้นลดลง คาดว่าสิ้นปีนี้ดัชนีหุ้นไทยจะ อยู่ที่ 810 จุด จากการประเมินตามปัจจัยพื้นฐานและกำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียนที่ยังเติบโตได้ดี
เศรษฐกิจสร้างสรรค์ส่อแววล่ม หลังรัฐตัดงบเละ
กระทรวงพาณิชย์เผยว่า ขณะนี้โครงการเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ มีแนวโน้มไปไม่รอด หลังจากรัฐบาลไม่ให้ความสำคัญอีกต่อไป โดยอนุมัติงบสำหรับดำเนินโครงการสำหรับปี 54 ไว้เพียง 90 ล้านบาท ลดลงจากปี 53 ที่ได้รับเงินงบประมาณ 1,000 ล้านบาท ทั้งๆ ที่รัฐบาลได้ประกาศไว้ก่อนหน้านี้ว่า รัฐบาลจะสนับสนุนเงินงบประมาณเพื่อดำเนินโครงการทั้งสิ้น 20,000 ล้านบาท สำหรับดำเนินการปี 53-55 เพื่อผลักดันให้จีดีพีประเทศเพิ่มขึ้นจาก 12% เป็น 20%
ฝั่งรัฐบาลได้ให้เหตุผลในการปรับลดงบประมาณว่า ไม่มีเงินสนับสนุนเพียงพอ และขอให้ดำเนินการภายใต้วงเงินที่ได้รับไปก่อน สำหรับงบประมาณปี 53 ที่ได้รับ 1,000 ล้านบาทนั้น ล่าสุดสำนักงบประมาณได้อนุมัติวงเงินมาแล้ว โดยในจำนวนนี้ เหลือเงินที่กระทรวงพาณิชย์ดำเนินการเพียง 415 ล้านบาท
สำหรับโครงการที่จะดำเนินการภายใต้กรอบวงเงิน 1,000 ล้านบาทนั้น มี 16 โครงการ อาทิเช่น
1.โครงการต้นแบบของพสกนิกรไทย “ในหลวง” กับ “การสร้างสรรค์” วงเงิน 50 ล้านบาท
2.โครงการสร้างสรรค์ภาพยนตร์ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมไทย วงเงิน 330 ล้านบาท
3.โครงการเมืองต้นแบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ วงเงิน 50 ล้านบาท เป็นต้น
ผวาท่องเที่ยวกระเทือนยาว ปิดราชประสงค์
นายกรัฐมนตรีและฝ่ายความมั่นคงประกาศใช้กฎหมายเข้มงวดในการจัดการกับ กลุ่มผู้ชุมนุม หลังกลุ่มคนเสื้อแดงได้เข้าบุกยึดและปิดถนนบริเวณสี่แยกราชประสงค์ ถนนสายเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวสายสำคัญติดต่อกันเข้าสู่วันที่ 4 เพื่อกดดันให้นายกรัฐมนตรียุบสภา
โดยแกนนำยืนยันแข็งกร้าวที่จะ ไม่เคลื่อนย้ายกลุ่มผู้ชุมนุมออกจากบริเวณดังกล่าว ในขณะที่ห้างร้าน และโรงแรมบริเวณดังกล่าวต้องปิดทำการโดยปริยาย สูญเสียรายได้มหาศาลนั้น สถาบัน วิจัยนครหลวงไทยได้ออกบทวิเคราะห์ประเมินผลกระทบการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อ แดง บริเวณแยกราชประสงค์ว่าจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยภาพรวม โดยเฉพาะธุรกิจค้าปลีก และโรงแรม แต่ผลกระทบจะไม่มากเท่ากับที่เคยเกิดขึ้นจากเหตุความไม่สงบทางการเมืองไทยใน ช่วง 3 ปีที่ผ่านมา คือการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงช่วงสงกรานต์เดือน เม.ย. 52, การปิดสนามบินปลายปี 51 และการวางระเบิดแยกราชประสงค์ต้นปี 50 โดยมีเหตุผลสำคัญ คือการชุมนุมครั้งนี้ไม่เกิดเหตุรุนแรงและภาวะเศรษฐกิจโลกและไทยในปัจจุบัน ที่แข็งแกร่งขึ้น
สำหรับผลกระทบต่อตลาดหุ้นนั้น สถาบัน วิจัยฯพบว่า เหตุระเบิดเดือน ธ.ค.50 มีผลกระทบต่อตลาดหุ้น โดยส่งผลให้ดัชนีหุ้นไทยลดลงสูงสุด 11% ส่วนการปิดสนามบินในช่วงเวลานั้นมีผลให้ดัชนีหุ้นลดลงสูงสุด 17% ส่วนเหตุการณ์เดือน เม.ย.52 ไม่กระทบต่อตลาดหุ้นเพราะเหตุเกิดในช่วงวันหยุดยาว สถาบันวิจัยนครหลวงไทยจึงประเมินว่า หากการชุมนุมในครั้งนี้ไม่เกิดความรุนแรง คาดว่าจะไม่ส่งผลกระทบให้ดัชนีหุ้นเปลี่ยนแนวโน้มที่กำลังอยู่ในแนวโน้มขา ขึ้น เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันที่แข็งแกร่งกว่าปี 52 ส่งผลให้ภาคการส่งออกของไทยฟื้นตัว ช่วยให้การจ้างงานเพิ่มขึ้น ในขณะที่ราคาสินค้าเกษตรอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้กำลังซื้อของเกษตรกรเพิ่มขึ้น
ด้านผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนปี 53 คาดว่าจะเติบโต 16% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ด้านกระแสเงินทุนไหลเข้าจากต่างประเทศก็ยังคงมีแนวโน้มไหลเข้ามาต่อเนื่อง โดยเฉพาะหากประเมินจากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯล่าสุดที่ออกมาแข็งแกร่งมาก ทำให้ประเมินว่าอาจมีเงินทุนบางส่วนไหลออกจากตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ เพื่อมาลงทุนในตลาดหุ้นมากขึ้น โดยเฉพาะตลาดหุ้นเกิดใหม่เพิ่มขึ้นอีก เนื่องจากแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯที่มีโอกาสปรับตัวขึ้นหลังจากตัวเลขการ จ้างงานเริ่มมีเสถียรภาพ
แดงชุมชุม ทัวร์จีนหาย
นายศิษฏิวัชร ชีวรัตนพร ประธานกิติมศักดิ์สมาคมผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวสัมพันธ์ไทย-จีน เปิดเผยว่า ล่าสุด รัฐบาลในหลายมณฑลของจีน เช่น เซี่ยงไฮ้และปักกิ่ง เริ่มส่งหนังสือถึงบริษัทนำเที่ยวในประเทศจีนให้หยุดส่งนักท่องเที่ยวมาประเทศไทย ขณะเดียวกัน ยังติดต่อมายังบริษัทนำเที่ยวในประเทศไทยเพื่อตรวจสอบจำนวนนักท่องเที่ยวจีน ที่ยังอยู่ในประเทศไทยให้เดินทางกลับ
ทั้งนี้นายศิษฏิวัชร กล่าวยอมรับว่า 12 วันของการประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง รัฐบาลจีนและในหลายประเทศเฝ้าติดตามสถานการณ์โดยจีนชะลอที่จะส่งนักท่อง เที่ยวเข้ามาไทยในช่วงนี้จากปกติที่จะเดินทางเข้ามาเฉลี่ยวันละ 3,000 คน รวม 12 วัน 36,000 คน สูญเงินกว่า 1,000 ล้านบาท ถ้ายังเป็นเช่นนี้ต่อไป ความเชื่อมั่นต่างชาติก็จะลดลง และทัวร์ก็จะไม่เข้ามาประเทศไทย อีกทั้ง เที่ยวบินเช่าเหมาลำ (ชาร์เตอร์ไฟล์ท)ช่วงเทศกาลสงกรานต์ ที่คาดว่าจะมาจากประเทศจีนกว่า 100 ลำ ล่าสุด หายไปแล้วกว่า 30 ลำ
แห่ซื้อดีแทคไอโฟน ไม่หวั่นชุมนุม
กลุ่มบริการเสริม บริษัทโทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค กล่าวถึงการเปิดจำหน่าย ดีแทค ไอโฟน ในวันนี้ ที่ลานพาร์ค พารากอน ซึ่งเป็นวันเดียวกับการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปช.) ว่า ถือว่าการเปิดจำหน่ายในวันนี้ ประสบความสำเร็จอย่างมาก โดยขณะนี้คาดว่ามีลูกค้ามากกว่า 1 พันราย ที่มาเข้าคิวซื้อโดยส่วนใหญ่จะเป็นการซื้อเครื่องไอโฟนพร้อมแพ็คเก็จของดีแทค อย่างไรก็ตาม คาดว่าการเปิดจำหน่ายในวันนี้จะทำให้ดีแทคมีลูกค้าไอโฟนเพิ่มขึ้นเป็น 1.7 แสนราย จากขณะนี้ที่มีอยู่ประมาณ 8.7 หมื่นราย
ทั้งนี้ ดีแทค ได้เปิดโปรโมชันราคาไอโฟน 3 จี ดังนี้
3G รุ่น 8GB จำหน่ายเครื่องพร้อมแพ็กเกจในราคา 18,900 บาท เครื่องเปล่า 19,900 บาท เครื่องพร้อมแพ็กเกจแบบผ่อนชำระ 3,150 บาทต่อเดือน
3GS รุ่น 16GB ราคาเครื่องพร้อมแพ็กเกจ 22,900 บาท เครื่องเปล่า 24,500 บาท เครื่องพร้อมแพ็กเกจแบบผ่อนชำระ 3,817 บาทต่อเดือน
3GS รุ่น 32GB เครื่องพร้อมแพ็กเกจราคา 26,400 บาท เครื่องเปล่า 28,500 บาท เครื่องพร้อมแพ็กเกจผ่อนชำระ 4,400 บาทต่อเดือน
โปรโมชัน 3 ประเภทได้แก่
iPhone S ค่าบริการ 449 บาท โทรฟรีทุกเครือข่าย 225 นาที ฟรี 200 SMS 30 MMS ฟรีอินเทอร์เน็ต 100 MB
iPhone M ค่าบริการ 580 บาท โทรฟรีทุกเครือข่าย 250 นาที ฟรี 300 SMS 50 MMS ฟรีอินเทอร์เน็ตไม่จำกัด
iPhone L ค่าบริการ 699 บาท โทรฟรีทุกเครือข่าย 350 นาที ฟรี 400 SMS 75 MMS ฟรีอินเทอร์เน็ตไม่จำกัด
ราคาน้ำมันดิบ ปรับลงอีกระรอก
ตลาดหุ้นสหรัฐ ปรับเพิ่มเล็กน้อยและแกว่งตัวในกรอบแคบ ๆ จากดัชนีชี้วัดยอดขายบ้านในเดือนมกราคม ลดลงจากเดือนธันวาคมถึง 7.6% แม้ตัวเลขยอดขายของธุรกิจค้าปลีกของหลายบริษัทในเดือนกุมภาพันธ์จะออกมาน่า พอใจก็ตาม ทำให้หลังปิดตลาด ดัชนีดาวโจนส์ ปิดที่ 10,444.14 จุด ปรับขึ้น 47.38 จุด หรือ 0.46% ดัชนีแนสแดค ปิดที่ 2,292.31 จุด ปรับขึ้น 11.63 จุด หรือ 0.51% และดัชนีเอสแอนด์พี ปิดที่ 1,122.97 จุด ปรับขึ้น 4.18 จุด หรือ 0.37%
ราคาน้ำมันดิบตลาดไนเม็กซ์ ลดลง 66 เซนต์ ไปปิดที่ 80.21 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ราคาทองคำตลาดนิวยอร์ก ปิดที่ 1,132.60 ดอลลาร์สหรัฐ/ออนซ์ ลดลง 10.10 ดอลลาร์สหรัฐ ส่วนตลาดลอนดอน ปิดที่ 1,133.60 ดอลลาร์สหรัฐ/ออนซ์ ลดลง 8.55 ดอลลาร์สหรัฐ